วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

สี่คอลีฟะฮฺผู้ทรงธรรม

ชีวประวัติท่านอบูบักรฺ   อัศศิดดิก
 
              ท่านอบูบักร์เป็นคอลีฟะฮ์ระหว่างปี ฮ.ศ. 11-13 หรือ ค.ศ. 632-634   มีชื่อเต็มว่า อับดุลลอฮ์ บุตร อุสมาน ( อบูกุฮาฟะฮ์ ) บุตร อามิร บุตร อัมร์ บุตร กะอับ บุตร สะอัด บุตร ตัยม์ บุตร มุรเราะฮ์     มารดาของท่านมีชื่อว่า ซัลมา ท่านเป็นที่รู้จักในนาม อบูบักร์ อัศศิดดีก มีอายุอ่อนกว่าท่านนบี ( ศ็อลฯ ) สองปีเศษ อบูบักร เกิดที่มักกะฮ์ ปี ค . ศ .573    เป็นชาวอาหรับตระกูล บะนูตัยม์   เผ่ากุร็อยส์    ท่านเกิดในครอบครัวที่มีเกียรติเป็นที่นับหน้าถือตาในมักกะฮ์ ท่านเป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธ์และจริงใจ ท่านศาสดามุฮัมมัดได้ให้สมญานามท่านว่า " อัซซิดดีก " (  ผู้ที่มีความเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจในการศรัทธา   )   สาเหตุที่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อล) ได้ให้สมญานาม   " อัซซิดดีก "   เพราะอบูบักรเชื่อในคำพูดของท่านศาสดามุฮัมมัดโดยไม่มีความสงสัยใดๆ
 
                      ท่านอบูบักร์ เป็นคนสุภาพ   เป็นคนซื่อสัตย์   และมีสัจจะ   อบูบักร์ มีบุคลิกภาพคล้ายกับท่านศาสดามุฮัมมัด เนื่องจากว่าท่านนั้นเป็นสหายคนสนิทของท่านศาสดาตั้งแต่เยาว์วัย    อบูบักร์ เป็นคนใจบุญ ท่านชอบช่วยเหลือคนจน ครั้งหนึ่ง ท่านอบูบักร์ได้นำเอาทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่มากมายให้กับท่านศาสดาเพื่อ ใช้ในสงครามตะบูก   ท่านศาสดาถามว่า " อบูบักร์ ท่านเหลือสิ่งใดไว้กับครอบครัวของท่านบ้าง "  อบูบักร์ กล่าวว่า   " ฉันเหลืออัลลอฮ์ และรอซูลของพระองค์ไว้กับพวกเขา "
 
                    ท่านอบูบักร์ เป็นชายคนแรกที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม   เมื่อท่านศาสดาเผยแพร่อิสลามแก่อบูบักร์ เขาตอบรับอิสลามทันที   เมื่อท่านศรัทธาแล้วท่านก็เชิญชวนบุคคลเป็นจำนวนมากเข้ารับอิสลาม   เช่น อุษมาน   ,  สุเบ็ร , ฏ้อลฮะฮ์   ,  อับดุรเราะห์มาน ,  สะอัด  ,   บิล้าล และผู้ศรัทธาอีกหลายคน   ท่านอบูบักร์   มีความผูกพันกับท่านศาสดาอย่างใกล้ชิดท่านนั้นเป็นสหายคนสนิทของท่านศาสดา ตั้งแต่เยาว์วัยและยังเป็นสหายของท่านศาสดาในขณะที่อพยพจากมักกะฮ์ไปมะดีนะ ฮ์ ท่านศาสดากล่าวว่า " ในบรรดาสหายที่ดีของข้าพเจ้านั้น อบูบักร์ เป็นผู้ประเสริฐสุด " อีกทั้งท่านยังเป็นพ่อตาของท่านศาสดา เนื่องจากลูกสาวของท่าน คือ ท่านหญิงอาอิฉะฮ์ เป็นภรรยาของศาสดา   ท่านได้เข้าร่วมทำสงครามกับท่านศาสดาทุกครั้ง ท่านได้ซื้อทาสและปล่อยทาสให้เป็นอิสระเป็นจำนวนมาก   ขณะที่ท่านศาสดาป่วย   อบูบักร์ได้รับเกียรติให้เป็นผู้นำละหมาด (  อิหม่าม   )  ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นถึงความเหมาะสมในการเป็นผู้นำของท่าน   อบูบักร์ เป็นผู้ใกล้ชิดต่อท่านศาสดา   ท่านได้ใช้ชีวิตอยู่กับท่านศาสดาตั้งแต่เด็กจนกระทั้งท่านศาสดาเสียชีวิต   ด้วยเหตุนี้ อบูบักร์จึงเป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้ทางด้านซุนนะฮ์ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล) อย่างแท้จริง ชีวิตทั้งชีวิต ของท่านได้อุทิศให้กับการเสียสละและการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์
 
                     ท่านอบูบักร์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเคาะลีฟะฮ์ จากการประชุมกันระหว่างชาวอันศอรฺ(ชาวมะดีนะฮ์) กับฝ่ายมุฮาญิร (ชาวมักกะฮฺ) บรรดาเศาะหาบะห์ทั้งชาวอันศอรและมุฮาญิรได้มีการประชุมหารือกันเพื่อคัด เลือกผู้นำคนใหม่ซึ่งมีฐานะเป็นตัวแทนหรือเคาะลีฟะฮ์ของท่านนบี ที่ประชุมมีมติคัดเลือกให้อบูบักรเป็นเคาะลีฟะฮ์ของท่านนบี โดยเหตุผลความอาวุโส ความประเสริฐและความใกล้ชิดกับท่านนบี ชาวมุสลิมต่างก็ให้การสัตยาบันต่อท่านอบูบักร์ในฐานะเป็นผู้นำคนใหม่และเป็น เคาะลีฟะฮ์คนแรกของท่านนบี
 
                      ท่านอบู บักร์ขึ้นมาทำหน้าที่เคาะลีฟะฮ์ในขณะที่ประวัติศาสตร์อิสลามกำลังอยู่ในระยะ หน้าสิ่วหน้าขวาน จะต้องเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง เช่น การเกิดขึ้นของศาสดาเถื่อน การถอนตัวออกจากอิสลาม ตลอดจนการปฏิเสธไม่ยอมจ่ายซะกาตอย่างขันแข็งของชนเผ่าต่างๆ ทั่วภาคพื้นอาราเบีย ซึ่งเป็นการท้าทายรัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮ์เป็นอย่างมาก เหตุการณ์ดังกล่าวนี้นักประวัติศาสตร์เรียกว่า “ เหตุการณ์อิรติดาด ” ท่านอบู บักร์ใช้มาตรการทางทหารอย่างเด็ดขาดในการแก้ปัญหาเหตุการณ์อิรติดาด บางเผ่าก็ยอมจำนนต่ออิสลามแต่โดยดี แต่บางเผ่าก็ยังดื้อดึงจนต้องทำสงครามกับพวกเขา ในช่วงสองปีในการทำหน้าที่เป็นเคาะลีฟะฮ์ ท่านอบู บักรประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการบดขยี้อำนาจของศาสดาปลอม ปราบปรามกบฏในประเทศอย่างสิ้นซากและขับไล่ผู้รุกรานจากต่างประเทศ ท่านเป็นผู้สร้างรากฐานอันมั่นคงให้แก่รัฐอิสลามและผนึกพลังอิสลามเพื่อรอง รับการเผชิญหน้ากับมหาอำนาจไบแซนทีนและมหาอำนาจเปอร์เซียต่อไป
 
 
   ผลงานของท่านอบูบักรฺ   อัศศิดดิก
 
                 อบูบักร์มีคุณสมบัติแห่งความเป็นผู้นำที่แท้จริง ท่านเป็นผู้นำที่ดี มีคุณธรรมและถือสัจธรรมเป็นที่ตั้ง ท่านมีความกระตือรือร้น มีความขยันหมั่นเพียร มีความขันติธรรมเป็นเลิศ และเป็นคนที่มีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ กล้าตัดสินใจ ท่านยังเป็นผู้มองการณ์ไกลและสามารถเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงสองปีที่ท่านดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์   ท่านประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูอิสลามให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ท่านได้สร้างอาณาจักรอิสลามให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น   มะดีนะฮ์กลายเป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรอิสลามที่มีบทบาทต่อการ ดำเนินชีวิตของมุสลิม ท่านผลงานมกมายได้แก่
 
                1. สามารถปราบปรามกบฏผู้ทรยศต่อรัฐอิสลามและปราบปรามศาสดาปลอมที่เกิดขึ้นหลังจากท่านศาสดามุฮัมมัดได้สวรรคต
 
                2. ท่านสามารถสร้างสรรค์ความสงบสันติและความเป็นพี่น้องภายใต้เอกภาพแห่งรัฐอิสลามให้บังเกิดขึ้น 
 
                3. ท่านได้สั่งให้มีการรวบรวมและบันทึกโองการต่างๆของอัลกุรอานที่กระจัดกระจาย อยู่ตามแหล่งต่างๆให้มาอยู่ในที่เดียวกัน โดยทำเป็นมุสฮัฟ ( ทำกุรอานเป็นเล่ม ) ได้อย่างสมบูรณ์
 
                4. ท่านเป็นผู้นำในการประกอบพิธีฮัจญ์   ใน ฮ.ศ ที่ 9 ซึ่งเป็นฮัจญ์ครั้งแรก เรียกฮัจญ์ครั้งนี้ว่า ฮัจญ์ อักบัร
 
                5.ท่านเป็นผู้นำละหมาดที่มัสยิด อันนะบะวีย์ แทนท่านศาสดามุฮัมมัด
 
                6.ท่านได้ส่งกองทหารของอุซามะฮ์ไปรบกับพวกโรมันที่ซีเรีย ภายใน 3 สัปดาห์ กองทหารของอุซามะฮ์ก็กลับมาพร้อมกับชัยชนะที่มีต่อชาวโรมัน
 
                ท่านอบูบักร์เสียชีวิตในปีอิจญเราะฮฺที่ 13 ขณะที่ท่านอายุ 63 ปี ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเคาะลีฟะฮ์ ในระยะเวลา 2 ปี กับ 10 คืน ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตท่านได้แต่งตั้งแต่งตั้งท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏอบเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ต่อไป

ชีวประวัติท่านคอลีฟะฮฺอุมัร   อิบนุ   ค็อฏฏอบ
     
                          ท่านอุมัร เป็นคอลีฟะฮ์ระหว่างปี ฮ.ศ. 13-23 หรือ ค.ศ. 634-644 ท่านมีชื่อจริงว่า อุมัร อิบนุ อัล ค็อฎฎอบ อิบนุ นุไฟล อัลกุรอซีย์ ท่านมีฉายาว่า อบูหัฟศิน ท่านเกิดที่นครมักกะฮฺ ในปี ค.ศ. 513 เกิดหลังจากท่านนบี (ศ็อลฯ) 13 ปี ก่อนที่ท่านจะเข้ารับอิสลามท่านอุมัรเป็นศัตรูคนสำคัญของท่านศาสดาและเป็นคน หนึ่งที่ต่อต้านคัดค้านอิสลามอย่างแรงที่สุด ด้วยการยุยงของอบูซุฟยานในวันหนึ่งท่านอุมัรจะตัดคอท่านศาสดาแต่ในระหว่าง ทางท่านได้ยินถ้อยคำอันอ่อนหวานของอัลกุรอานที่น้องสาวและน้องเขยอ่านให้ ท่านอุมัรฟังทำให้จิตใจของท่านอ่อนลง ท่านวิ่งไปหาท่านศาสดาและข้อเข้ารับอิสลามในทันที พระองค์อัลลออฺทรงให้อิสลามเข้มแข็งด้วยการเข้ารับอิสลามของท่านอุมัร การเป็นเคาะลีฟะฮ์ของท่านอุมัรได้รับการแต่งตั้งจากท่านอบูบักร์
       
                        ในสมัยการปกครองของท่านอูมัร อิบนุ อัลค็อฏฏอบ รัฐอิสลามประสบความสำเร็จในด้านกำลังทหารเป็นอย่างสูง กองทัพอิสลามสามารถโค่นล้มมหาอำนาจเปอร์เซียได้สำเร็จ และยึดเมืองต่างๆ ของอาณาจักรเปอร์เซียโดยผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสลาม นอกจากนี้กองทัพอิสลามได้เข้าไปปลดปล่อยดินแดนซีเรียและปาเลสไตน์ออกจาก เงื้อมมือของมหาอำนาจไบแซนทีน กุดส์อันประเสริญและมัสยิดอัลอักศอ ก็ตกอยู่ภายใต้การคุมครองของรัฐอิสลาม ในปี ค . ศ . 639 กองทัพอิสลามภายใต้การนำของท่านอัมร์ บินอาส เข้าพิชิตอียิปต์และยึดเมืองต่างๆ รวมถึงเมืองเมืองอเล็กซานเดรีย ท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏอบไม่เพียงแต่สามารถพิชิตและแผ่ขยายอาณาจักรอิสลามให้กว้างใหญ่เท่า นั้น แต่ท่านยังได้ผนวกดินแดนเหล่านั้นเข้าด้วยกันด้วยระบบการบริหารอันดียิ่งอีก ด้วย เพื่อสะดวกในการบริหารท่านได้แบ่งอาณาจักรทั้งหมดเป็นแคว้นต่างๆ เช่น แคว้นมักกะฮ์ มะดีนะฮ์ ญะซีเราะฮ์ บัศเราะฮ์ คูฟะฮ์ อียิปต์ และปาเลสไตน์ เป็นต้น ผู้ปกครองแค้วนเรียกว่า “ วะลี หรือ อามิร ” ซึ่งมีหน้าที่มิใช่เป็นแต่เพียงผู้ปกครองแคว้นเท่านั้นแต่ยังเป็นประมุขใน ด้านศาสนาและการทหารอีกด้วย ท่านอุมัร เป็นผู้นำเอาระบบศักราชฮิจเราะฮ์มาใช้และยังนำเอาระบบการใช้เงินบำนาญแก่ผู้ สูงอายุอีกด้วย นอกจากนี้ท่านได้จัดตั้งดิวานซึ่งเป็นแผนกการคลังเพื่อทำหน้าที่ในการบริหาร เงินรายได้ของรัฐที่มาจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏอบ เป็นนักบริหารและนักปกครองที่อยู่ในอุดมคติของชาวมุสลิมทุกคนตลอดประวัติ ศาสตร์อิสลาม
       
       
         ผลงานของท่านคอลีฟะฮฺอุมัร   อิบนุ   ค็อฏฏอบ
       
       
         1. เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่ได้รับฉายาว่า อามีรุลมุมีนีน ประมุขแห่งมวลผู้ศรัทธา
       
         2. เป็นเคาะลีฟะฮ์ คนแรกที่สั่งให้ทำการขยายมัสยิดอัลหะรอม
       
         3.เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่สั่งให้ใช้ปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺเริ่มจากท่านรอซูลศ็อลลัลอฮุอาลัยฮีวาซัลลัม อพยพไปมะดีนะฮ์
       
         4. เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่สั่งให้มีการบันทึกรายรับรายจ่ายในหน่วยงานต่างๆของรัฐ และการจ่ายเงินเดือนแก่ผู้มีสิทธิรับเงิน
       
         5. เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่สั่งให้จัดบ้านพักรับรองแขก และเก็บอาหารให้เต็มเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไร้ญาติขาดมิตร
       
         6. เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่ออกตรวจตราประชาชนในเวลากลางคืน
       
         7. เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่แต่งตั้งให้มีผู้พิพากษา
       
         8. เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่จัดตั้งสำนักงานการคลังของมุสลิมขึ้น (บัยตุลมาล)
       
         9. เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่สั่งให้จัดตั้งที่ทำการไปรษณีย์
       
       
                      ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตเนื่องจากบาดเจ็บจากถูกลอบสังหารโดยชาวเปอร์เซีย ท่านได้แต่งตั้งสภาที่ปรึกษา หรือที่เรียกว่า อะห์ลุลหัล วัลอักด์ จำนวน 6 ท่าน จากบรรดาศอฮาบะฮ์ชาวสวรรค์ เพื่อทำหน้าที่คัดเลือกและสรรหาผู้ที่จะสืบตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ต่อไป ในที่สุดที่ประชุมได้คัดเลือกท่านอุษมาน อิบนุ ให้เป็นเคาะลีฟะฮ์คนที่ 3 แห่งอาณาจักรอิสลาม เคาะลีฟะฮ์อุมัร สิ้นชีวิตลงโดยการถูกลอบสังหาร จากชาวเปอร์เซียคนหนึ่งที่มี ชื่อว่า อบูลุลู ในปี ค.ศ. 643 ในขณะที่ท่านกำลังละหมาดอยู่ในมัสยิด



ชีวประวัติของท่านคอลีฟะฮฺอุษมาน   บิน  อัฟฟาน 
 
                   ท่านอุษมานเป็นเคาะลีฟะฮ์ระหว่างปี ฮ.ศ. 23-35 หรือ ค.ศ. 644-656 ท่านอุษมานมีชื่อเต็มว่า ท่านอุสมาน บุตร อัฟฟาน บุตร อบุล อาส บุตร อุมัยยะฮ์ บุตร อับดุซซัม บุตร อับดิมานาฟ มารดาของท่านชื่อ อัรวา บุตรี กุร้อยส์ ท่านเกิดในปี ค.ศ. 573 ท่านกำเนิดในตระกูลกุร็อยซ์แห่งเผ่าอุมัยยะฮ์ซึ่งเป็นอดีตชนชั้นผู้ปกครองใน มักกะฮ์ ท่านอุสมานมีอายุน้อยกว่าท่านศาสดา 5 ปี ท่านได้เข้ารับอิสลามโดยการเชิญชวนของอบูบักร เมื่ออายุ 34 ปี และท่านได้แต่งงานกับบุตรสาวของท่านศาสดา 2 คน ท่านอุษมานแต่งงานกับรุกอยยะฮ์ เมื่อรุกอยยะฮ์ถึงแก่กรรม อุษมานได้แต่งงานกับอุมมุกัลโซม ซึ่งเป็นบุตรสาวอีกคนหนึ่งของท่านศาสดา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านได้รับสมญานามว่า ซุนนูร็อยน์ ( The man with two lights. ) ( เจ้าของรัศมี 2 ดวง ) ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการบอกข่าวดีเกี่ยวกับสวรรค์
 
                   ท่านอุษมานเป็นคนที่เสียสละอย่างมากคนหนึ่ง ท่านอุษมานได้ซื้อบ่อน้ำรูมะฮ์ จากชาวยิวที่มีชื่อว่ายูซุฟ ด้วยจำนวนเงิน 35,000 ดิรฮัม แล้วบริจาคให้มุสลิมได้ใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำนั้น
 
                  ท่านอุษมานเป็นผู้ที่มีใจบุญ โอบอ้อมอารี และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ครั้งหนึ่ง ชาวเมืองมะดีนะฮ์ต้องประสบกับความขาดแคลน พ่อค้าจึงพยายามฉวยโอกาสที่จะนำสินค้ามาขายโดยได้กำไรอย่างมาก ท่านอุสมานได้นำสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ แล้วประกาศว่า " โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอทำทานบริจาคสินค้าทั้งหมดนี้ เพื่ออัลลอฮ์ แก่ผู้ยากจนในเมืองมะดีนะฮ์ โดยไม่คิดค่าสินค้าแต่อย่างใด " อีกทั้งท่านมีจรรยามารยาทที่งดงาม มีความสุภาพอ่อนโยน และมีความละอายเป็นอย่างยิ่ง
 
                 อุษมานได้อยู่ร่วมกับท่านศาสดาและได้เข้าทำสงครามกับท่านทุกครั้งนอกจากสง ครามบะดัร เนื่องจากท่านต้องดูแลรุกอยยะฮ์ที่ป่วยอยู่ ท่านทำหน้าที่เป็นทูตของท่านศาสดา เพื่อเจรจาที่จะเข้าไปทำอุมเราะฮ์ที่มักกะฮ์
 
 
   ผลงานของท่านคอลีฟะฮฺอุษมาน   บิน  อัฟฟาน
 
 
                   1. การพิชิตดินแดน ในช่วง 6 ปีแรกของการรับหน้าที่เป็นเคาะลีฟะฮ์ ท่านอุษมานสามารถสานต่อนโยบายของท่านอุมัร ในการขยายดินแดนและสร้างความเข้มแข็งให้แก่รัฐอิสลาม อาณาจักรอิสลามได้แผ่ขยายไปอย่างกว้างขวาง ท่านได้ผนวกอัฟกานิสถานและคูราซานเข้าในอาณาจักรอิสลาม เมืองอาร์เมเนีย อาร์เซอร์ไบจัน และบางส่วนของเอเซียไมเนอร์ ตลอดจนจนดินแดนที่อยู่ในอาฟริกาเหนือและเกาะต่างๆในทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ก็ตกอยู่ภายใต้การการปกครองของรัฐอิสลาม
 
                  2. การจัดตั้งกองทัพเรือ ท่านอุสมานเป็นคนแรกที่จัดตั้งกองทัพเรือขึ้นเพื่อต่อสู้กับการรุกรานของชาว โรมัน กองทัพเรือมุสลิมพิชิตเกาะไซปรัส เกาะโรดส์ และยึดเมืองอเล็กซานเดเรียคืนจากพวกโรมันได้ พร้อมกับขับไล่อำนาจโรมันออกจากดินแดนอียิปต์ได้ กองทัพเรือมุสลิมได้แสดงวีรกรรมในการต่อสู้กับพวกโรมันในสงคราม " เสากระโดงเรือ " และได้รับชัยชนะอย่างงดงาม
 
                  3. การขยายมัศญิด อันนะบะวีย์ ท่านอุสมานขยายมัศญิด อันนะบะวีย์ ที่มะดีนะฮ์ โดยสร้างใหม่ด้วยหินสกัด เสาทำด้วยหิน เพดานบุด้วยไม้สัก
 
                  4. การคัดลอกอัลกุรอาน สืบเนื่องจากการที่อาณาจักรอิสลามได้แผ่ขยายมากยิ่งขึ้น จึงเป็นเหตุให้มุสลิมบางกลุ่มอ่านกุรอานไม่เหมือนกัน ท่านอุสมานจึงได้ส่งคนไปหาพระนางฮัฟเซาะฮ์ บุตรี อุมัร ซึ่งเป็นภรรยาของท่านศาสดา เพื่อขอคัดลอกต้นฉบับอัลกุรอาน ท่านหญิงฮัฟเซาะฮ์ จึงได้มอบอัลกุรอานให้แก่อุสมาน ท่านอุษมานได้ใช้ให้เซ็ด บุตร ซาบิต , อับดุลลอฮ์ บุตร ซุเบ็ร , อับดุรเราะห์มาน บุตร ฮาริษ ทำการคัดลอกอัลกุรอาน แล้วท่านอุสมานก็จัดส่งคัมภีร์อัลกุรอานไปยังหัวเมืองต่างๆ เช่น อียิปต์ ซีเรีย อิรัก และท่านก็สั่งให้เผา อัลกุรอานที่กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆเพื่อป้องกันจากความบิดเบือน
 
                   ท่านอุษมานสิ้นชีวิต ( ชะฮีด ) โดยการถูกสังหารในขณะที่ท่านกำลังอ่านอัลกุรอานอยู่ในบ้านของท่าน ในวันที่ 18 เดือนซุลฮิจญะฮ์ ค . ศ . 656 รวมอายุได้ 82 ปี ศพของท่านถูกฝังไว้ที่กุบูร อัล บะเกียะอ์ ที่มะดีนะฮ์ ท่านอุษมานปกครองอาณาจักรอิสลามเป็นเวลา 12 ปี วิถีชีวิตของท่านอุสมานเป็นแบบอย่างที่ดีอย่างยิ่ง ซึ่งเราจำเป็นจะต้องนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติ
 


ชีวประวัติของท่านอาลี  บิน  อะบี  ฏอลิบ
 
 
   ท่าน อาลี เป็นเคาะลีฟะฮ์ระหว่างปี ฮ.ศ. 35-40 หรือ ค.ศ. 656-661 ท่านอาลี มีชื่อเต็มว่า อาลี บุตร อบู ฏอลิบ บุตร อับดุลมุฏฏอลิบ บุตร ฮาชิม มารดาของท่านชื่อฟาตีมะฮ์ บุตรี อะซัด ท่านเป็นคนในตระกูลบนูฮาชิม ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับท่านนบีและมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับท่านนบี (ศ็อล) ท่านอาลีเกิดภายในกะอ์บะฮ์ เมืองมักกะฮ์ ท่านเกิดปี ค . ศ . 600 ท่านมีอายุน้อยกว่าท่านศาสดา 30 ปีอาลี บุตร อบูตอลิบ มีชื่อเล่นว่า " อบู หะซัน " ท่านศาสดามุฮัมมัดเรียกชื่อท่านว่า " อบู ตุรอบ "
 
   ท่าน เป็นคนหนึ่งที่ได้รับข่าวดีเกี่ยวกับสวรรค์ ท่านอาลีได้รับการเลี้ยงดูจากท่านศาสดาตั้งแต่เด็กท่านศาสดารักอาลีเสมือน บุตรของท่านเอง นอกจากนี้ท่านศาสดายังได้ยกท่านหญิงฟาฏีมะอ์ บุตรสาวให้แต่งงานกับท่านอาลีอีกด้วย ท่านอาลีไม่เคยเคารพบูชารูปปั้นเลยสักครั้ง อาลี เป็นเด็กคนแรกที่เข้ารับอิสลาม ขณะอายุ 10 ขวบ ท่านกล่าวว่า " ท่านรอซูล (ศ็อล) . ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนบีในวันจันทร์ ฉันได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามในวันอังคาร "
 
   เนื่องจากความกล้า หาญและวีรกรรมของท่านอาลีในการเข้าร่วมรบในสงครามสาสนา ท่านอาลีจึงได้รับสมญานามว่า " อะซะดุลเลาะฮ์ " “ أسد الله “ ( The Lion of Allah ) ( สิงโตแห่งพระเจ้า )
การเข้ารับอิสลาม

ท่านอาลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เป็นเด็กคนแรกที่เข้ารับอิสลามและอาศัยอยู่ในความดูแลของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านอุปการะเลี้ยงดู เพื่อลดภาระที่ลุงของท่านได้แบกไว้ขณะที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถูกแต่งตั้งท่านอาลียังอยู่ในการดูแลของท่านดังนั้นท่านได้เรียกร้องให้เข้า รับอิสลาม เขาได้เข้ารับอิสลามและเชื่อฟังปฏิบัติตามขณะที่ท่านอายุได้8 หรือ10ปี เท่านั้น


คุณสมบัติทางโครงสร้าง

ท่านอาลี เป็นคนรอบรู้และฉลาดเป็นที่ร่ำลือกัน ด้านความฉะฉาน และเป็นคนกล้าหาญ ซื่อสัตย์สุจริต เป็นสุภาพบุรุษ ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา และเคารพรักษาสัญญาให้เกียรติผู้อื่น ท่านอาลี มีความชื่นชมต่อโลกดุนยาและความ เพลิดพลิ้ว และเพลิดเพลินในตอนกลางคืน และมีความพอใจในการสวมใส่เสื้อผ้าที่สั้นและอาหารที่แข็งและให้ความสำคัญต่อ ผู้ที่ยึดมั่น ในศาสนาและเข้าใกล้คนอนาถา และจะรำพันต่อโลกดุนยาเสมอเขาพูดว่าอายุของเจ้าสั้น ที่นั่งสนทนาของเจ้าน่าสังเวช และอันตรายของเจ้าก็น้อยเหลือเกิน อันเนื่องจากเสบียงน้อย และการเดินทางอันแสนไกลและหนทางที่โดดเดี่ยว

 
   คุณลักษณะเด่นของท่านอาลี
 
               1. ท่านอาลีกับกุรอาน อาลีเป็นผู้มีความใกล้ชิดต่อท่านศาสดา ทุกครั้งที่อายะฮ์กุรอานถูกประทานลงมา ท่านจะท่องจำทั้งหมด ท่านกล่าวว่า " ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์ ไม่มีอายะฮ์หนึ่งถูกประทานมา เว้นแต่ว่าฉันจะรู้ว่า ด้วยสิ่งใดที่ถูกประทานมา ถูกประทานมาที่ไหน ถูกประทานมาเกี่นวกับผู้ใด แท้จริงพระเจ้าของฉันได้ทรงประทานให้ฉันมีหัวใจที่จดจำแม่นยำ และลิ้นที่พูดได้ฉะฉาน " ด้วยเหตุนี้อาลีจึงเปรียบเสมือนประตูแห่งวิชาการ ท่านอาลีมีความสามารถในการตัดสินคดีความ จนกระทั่งท่านศาสดาได้กล่าวยอมรับว่า " ผู้ตัดสินคดีที่ดีที่สุด คือ ท่านอาลี ”
 
               2. การเสียสละที่ยิ่งใหญ่ ขณะที่ท่านศาสดาอพยพจากมักกะฮ์สู่นครมะดีนะฮ์ ในช่วงที่ชาวมักกะฮ์ล้อมบ้านของท่านศาสดาอยู่นั้น ท่านอาลีได้เสียสละนอนแทนที่ของท่านศาสดา เพื่อให้ศาสดาอพยพไปมะดีนะฮ์อย่างปลอดภัย
 
              3. อาลีเป็นผู้แทนของท่านศาสดา เล่าจากสะอัด บุตร อบีวักกอส ได้กล่าวว่า : ท่านรอซูล ซ . ล . ได้แต่งตั้งอาลี บุตร อบูตอลิบ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนในสงครามตะอ์บูก ( สงครามกับโรมันที่ซีเรียในปี ฮิจญเราะฮ์ศักราชที่ 9 )
 
   อาลีได้กล่าวว่า " โอ้ท่านรอซูลของอัลลอฮ์ ท่านทิ้งข้าพเจ้าไว้กับผู้หญิงและเด็กๆหรือ ? ท่านนบีได้กล่าวว่า ท่านไม่พอใจหรือ การที่ท่านกับข้าพเจ้าก็เหมือนฮารูนกับมูซา เว้นแต่จะไม่มีนบีอีกหลังจากข้าพเจ้า " รายงานโดย บุคอรี มุสลิม และติรมิซีย์
 
              4. ท่านอาลีเป็นนักรบ ท่านอาลีเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ ท่านร่วมรบกับท่านศาสดาทุกครั้ง ยกเว้นสงครามตะอ์บูกที่ต้องเป็นผู้สำเร็จราชการแทนท่านศาสดา ในสงครามบะดัร ท่านเป็นผู้ถือธงรบของกองทหารมุสลิม ท่านทำการต่อสู้ตัวต่อตัวกับวะลีด บุตร อุกบะฮ์ ในสงครามอุฮุด ท่านรับคำท้าของ อบู สะอัด และสามารถมีชัยต่อเขาได้ ในสงครามคูเมือง ( คอนดัก ) อับดุวูด ท้าทายต่อกองทหารมุสลิม ซึ่งในตอนแรกไม่มีใครกล้ารับคำท้าของเขา เนื่องจากอับดุวูด มีร่างกายใหญ่โต แข็งแรง มีเพียงอาลีเท่านั้นที่รับคำท้า เขาทั้งสองต่อสู้กัน แม้ว่าในตอนแรกท่านอาลีถูกฟัน แต่ในที่สุดอาลีก็สามารถมีชัยต่ออับดุวูดได้ จากวีรกรรมครั้งนี้ ท่านอาลีจึงได้รับสมญานามว่า " อะซะดุลลอฮ์ " " สิงโตแห่งพระเจ้า "
 
               5. ท่านอาลีเป็นนักปราชญ์ ท่านอาลีไม่ใช่เป็นเพียงนักรบอย่างเดียวเท่านั้น แต่ท่านก็ยังเป็นนักปราชญ์อีกด้วย ท่านศาสดามุฮัมมัดกล่าวเกี่ยวกับอาลีว่า " ฉันคือคลังแห่งวิชาความรู้ และอาลีเป็นประตูสู่วิชาความรู้ " ท่านศาสดาเคยแต่งตั้งให้อาลีเป็นผู้พิพากษาที่เยเมน
 
                  หลังจากท่านอุษมานถูกฆาตกรรม ประชาชนชาวมะดีนะฮ์รวมถึงกลุ่มกบฏได้ให้การสัตย์สาบาญต่อท่านอะลี อิบนุ อบีฎอลิบให้สืบทอดตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์คนที่ 4 แห่งอาณาจักรอิสลาม ท่านอะลีเป็นผู้นำรัฐอิสลามในขณะที่สถานการณ์รอบด้านเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ระสำระสายและมีความแตกแยกกันอันสืบเนื่องจากฟิตนะตุลกุบรอ ท่านหญิงอาอิชะฮ์พร้อมกับท่านฏ็อลฮะฮ์ และท่านซุบัยร์รวมตัวกันบีบคั้นท่านอะลีให้รีบเร่งดำเนินคดีต่อกลุ่มกบฏ ฆาตกรท่านอุษมาน ในขณะที่ท่านมุอาวิยะฮ์ อิบนุ อบี สุฟยาน ซึ่งเป็นข้าหลวงในซีเรียมาตั้งแต่สมัยเคาะลีฟะฮ์อุมัรปฏิเสธที่จะให้การ สัตย์สาบาญต่อเคาะลีฟะฮ์อะลี พร้อมกับกล่าวหาท่านเคาะลีฟะฮ์อะลี มีส่วนรู้เห็นในเหตุการณ์ฆาตกรรมท่านอุษมาน จุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันระหว่างเคาะลีฟะฮ์อะลีกับท่านหญิงอาอีชะฮ์ และท่านมุอาวิยะฮ์ข้าหลวงแห่งซีเรียจบลงโดยการสงครามญะมาล ( สงครามอูฐ ) และสงครามซิฟฟีนตามลำดับ ซึ่งเป็นศึกสายเลือดระหว่างมุสลิมด้วยกันที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติ ศาสตร์อิสลามและทั้งสองฝ่ายสูญเสียกำลังทหารและศอหาบะฮ์เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของการเกิดกลุ่มคอวาริจญ์ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่เห็น ด้วยกับการแต่งตั้งมัจลิสตะห์กีม ( คณะอนุญาโตลาการเพื่อหาทางออกปัญหาคิลาฟะฮ์ ) ในสงครามซิฟฟีน และนำไปสู่สงครามนะห์รอวาน ระหว่างกองทัพเคาะลีฟะฮ์อะลีกับกลุ่มคอวาริจญ์ บุตรชายของท่านคือท่านหะสัน ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นเคาะลีฟะฮ์แทนในระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 6 เดือน ก่อนที่จะมอบตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ให้แก่ท่านมุอาวิยะฮ์ อิบนุ อบีสุฟยานต่อไป
 
                 ท่านอาลีเสียชีวิตจากการถูกลอบสังหารโดยอับดุรเราะห์มาน บุตร มุลญิม ในขณะที่ท่านละหมาดอยู่ที่มัศญิดในเมือง กูฟะฮ์ ประเทศอิรัก ท่านอาลีสิ้นชีวิตในปี ค . ศ . 661 ขณะนั้นท่านอายุ 63 ปี ศพของท่านฝังไว้ที่เมืองกูฟะฮ์ ประเทศอิรัก ท่านอาลีเป็นแบบอย่างที่ดีของความเป็นมุอ์มินผู้ศรัทธา ตลอดชีวิตของท่านนั้น ท่านได้อุทิศทุกอย่างเพื่อศาสนาและพระผู้เป็นเจ้า